โรค LD คืออะไร (Learning Disabilities)

LD ย่อมาจาก ( Learning Disabilities ) หมายถึงเด็กที่มีความผิดปกติในลักษณะ ที่หลากหลายที่ปรากฏ ให้เห็นเด่นชัดถึงความยากกลำบากในการฟัง การอ่าน การพูด การเขียน การให้เหตุผลและความสามารถทางคณิตศาสตร์ อาจรวมถึงความไม่เป็นระเบียบ ขาดทักษะทางสังคมบกร่องทางการรับรู้แต่เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ อันเนื่องมาจากความบกพร่องทางด้านสายตา ความบกพร่องทางการได้ยิน ความบกพร่องทางกาย ความบกพร่องทางสติปัญญา แต่การด้อยโอกาสทางสังคม และ สิ่งแวดล้อม จะไม่จัดอยู่ในกลุ่มเด็ก (L.D)
เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ส่วนใหญ่พบในชั้นประถมศึกาษา มักเป็นชายมากกว่าหญิง ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่เคยสอบตกและเรียนซ้ำชั้น
ลักษณะทั่วไปของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้มักมีปัญหาในด้านต่อไปนี้
1. ปัญหา ในการเรียน เด็กมักมีปัญหา ในด้านการอ่าน การเขียน และ คณิตศาสตร์เด็กไม่สามารถแยกขนาดและรูปทรงได้ นับเลขไม่ได้ คำนวณผิด ไม่สามารถ บวก ลบ คูณ หาร ได้
2. ปัญหาทางภาษา เด็กมีปัญหาทางการอ่าน เด็กอาจอ่านข้ามบรรทัด อ่านเป็นคำไม่ได้อ่านโดยสลับตัวอักษร อ่านออกเสียงผิด อ่านหนังสือไม่ออก จำเรื่องที่อ่านไม่ได้ ไม่เข้าใจเรื่อองที่อ่าน
3. ความบกพร่องทางการเรียนรู้ เด็กมักจะจดจำสิ่งที่เคยได้ยิน ได้ฟังหรือเคยพบเห็นมาไม่ได้ ไม่รู้จักเวลา ไม่รู้จัก กว้าง แคบ หยาบ ละเอียด ซ้าย ขวา
4. ความผิดปกติในการเคลื่อน ไหวเด็กอาจเคลื่อนไหวเกินกว่าปกติ มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ อยู่ไม่นิ่งหรือมีการเคลื่อนไหวเชื่องช้ากว่าปกติ นิ่งอยู่กับที่ได้นาน ๆ โดยไม่ทำอะไรเลย
5. ปัญหาทางด้านอารมณ์และสังคม เด็กมี่ความวิตกกังวลสูงปรับตัวในทางถดถอย ต่อต้านสังคม หลีกเลี่ยงการงาน ทำงานช้า บางราอาจก้าวร้าวมีทัศนคติที่ไม่ดี ต่อตนเอง คิดว่าตนเองไม่มีคุณค่า
6. ปัญหาด้านความสนใจ เด็กมักมีปัญหาด้านการเรียนรู้ มีช่วงความสนใจสั้น ขาดสมาธิ ไม่มีสมาธินานพอที่จะเรียนบทเรียนได้
สาเหตุความบกพร่องทางการเรียนรู้

1. ได้ รับบาดเจ็บทางสมอง หรือ ได้รับบาดเจ็บก่อนคลอด ระหว่างคลอด หรือหลังคลอด การบาดเจ็บนี้ทำให้ระบบประสาทส่วนกลาง ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่มีบางส่วนที่บกพร่องทำให้เด็กมีปัญหาด้านการรับ รู้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ของเด็ก
2. กรรมพันธุ์ที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ บางคนอาจมีพี่น้องที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ หรือ อาจมีพ่อแม่ ญาติใกล้ชิด มีปัญหาทาง
การเรียนรู้โยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่มีปัญหาในการอ่าน การเขียน และ เข้าใจภาษา
เด็ก ที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ที่มีปัญหาทางพฤติกรรมร่วมด้วยต้องการความช่วย เหลือจาก ครูผู้สอน หรือ ครูการศึกษาพิเศษ เพื่อให้พัฒนาทักษะทางด้านการเรียนรู้ พัฒนาทางด้านสังคมเพื่อให้สามารถร่วมเรียนกับคนอื่นได้ สามารถควบคุมตัวเองได้
3. สิ่งแวดล้อม เด็กบางคนอาจได้รับสารบางอย่างจากสภาพมลพิษ การขาดสารอาหารในวัยทารกอาจส่งผลให้เด็กมีปัญหาด้านการเรียนรู้ได้การช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้
เด็กทีมีปัญหาทางการเรียน บางคนอาจมีปัญหาทางด้านพฤติกรรม ควรได้รับการช่วยเหลือจากนักจิตวิทยาหรือบางคนอาจได้รับการช่วยเหลือจาก แพทย์ ร่วมด้วย เพื่อปรับพฤติกรรม ใหม่ที่เหมะสมให้หมดไป เพื่อพฤติกรรมใหม่ให้เหมาะสมให้คงอยู่ตลอดไป
การช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหา ด้านการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด ก็คือ การได้รับการช่วยเหลือจากผู้ปกครอง ซึ่งผู้ปกครองอาจปฏิบัติได้ดังนี้
1. การช่วยเหลือทางด้านร่างกาย
1.1 ช่วยให้เด็กได้นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่
1.2 กำหนดกิจวัตรประจำวันให้เด็กปฏิบัติ ตามขั้นตอนในลักษณะง่าย ๆ ไม่สลับซับซ้อน
1.3 ให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีคุณค่าทางอาหาร
1.4 ให้เด็กรับประทานยาตามคำสั่งแพทย์
1.5 ส่งเสริมให้เด็ก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
1.6 ไปพบแพทย์ตามกำหนด
1.7 แสดงความรักความอบอุ่นต่อเด็กอย่างสม่ำเสมอ
2. การช่วยเหลือด้านจิตใจ
2.1 ให้คำชมเมื่อเด็กทำงานสำเร็จ หรือ ได้แสดงความพยายามในการทำงาน
2.2 อย่าเปรียบเทียบลูกของตนกับลูกของคนอื่น
2.3 อย่าเทียบเด็ก เด็กที่มีปัญหา หรือ พี่น้อง
2.4 แสดงความมั่นใจให้เด็กเห็นว่าเด็กจะสามารถประสบความสำเร็จในการทำงาน
2.5 ตั้งความหวังให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
2.6 ช่วยให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
3. การช่วยเหลือด้านการเรียน
3.1 หมั่นพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับกิจกรรมที่โรงเรียนในแต่ละวัน
3.2 ฟังเด็กพูด ถ้าเด็กถามพยายามตอบคำถามให้มากที่สุด เป็นการกระตุ้นให้เด็กอยากรู้อยากเรียน
3.3 สอนให้เด็กรู้จักฟังผู้อื่น
3.4 อ่านหนังสือให้เด็กฟังและให้เด็กอ่านให้พ่อแม่ฟัง
3.5 สอนให้เด็กรักการอ่าน สอนให้เด็กอ่านเองบ้าง
3.6 สอนให้เด็กทำการบ้านให้ครบ ช่วยเสนอแนะในการทำการบ้าน ถ้าเด็กทำไม่ได้
3.7 อธิบายให้เด็กเข้าใจถึงความสำคัญของการเรียน
3.8 เล่นเกมส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา
3.9 ให้เด็กจำข้อมูลที่สำคัญ เช่น ที่อยู่ โทรศัพท์ อาชีพของพ่อแม่ ชื่อโรงเรียน
3.10 พาเด็กไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ บ้าง เพราะนอกจากจะได้รับความเพลิดเพลินแล้วยังจะได้รับ ความรู้รอบตัวกว้างขึ้นอีกด้วย
3.11 ไปพบครูของบุตรบ้าง อาจใช้วิธีพูดคุย สอบถามเวลาไปรับส่งที่โรงเรียนเพื่อจะได้ทราบปัญหา และพัฒนาการของบุตร
ข้อมูลโดย
http://lib02.kku.ac.th/kkudss/index.php?option=com_content&view=article&id=69:-ld-cp-&catid=50:-academic&Itemid=56
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
รวมรวบโดย



| 

















